การพัฒนาศักยภาพ คนพิการสู่ผู้ประกอบการเพื่อสังคม

โดย รศ.ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ กรรมการมูลนิธิพัฒนาไท และอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

 

     ปัจจุบัน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและเกื้อกูลกันทั้ง ๓ มิติ คือ มิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะได้เป็นการเติบโตที่ก่อให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพของมนุษย์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะจะเป็นวิธีการที่เอื้อต่อการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน และส่งผลดีต่อการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ดังที่ Ronaparp (2021) กล่าวไว้ว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน ได้แก่ การสร้างโอกาสในการหารายได้ให้กับครอบครัว เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งการพัฒนามนุษย์ให้เติบโตอย่างมีส่วนร่วมสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ดังที่ Nuchpiam et al. (2018) สรุปไว้ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่จะช่วยเกื้อหนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพราะให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจกับการแก้ปัญหาทางสังคม ทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมกำลังเป็นที่จับตามองในเวทีระดับโลกอย่างมาก เพราะมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากมีเจตนารมณ์ที่จะขจัดความยากจนทุกรูปแบบ และครอบคลุมไปถึงด้านสภาพแวดล้อมด้วย (Le Blanc, 2015, อ้างอิงใน Nuchpiam et al., 2018)

   ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ หอการค้าไทย ร่วมกับมูลนิธิหอการค้าไทย บมจ.เมืองไทยประกันภัย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงได้จัดอบรมให้คนพิการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ในหลักสูตรอบรมระยะสั้น “Mini MBA for Social Enterprise สำหรับองค์กรคนพิการและเครือข่าย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๖ รวมทั้งสิ้น ๕ รุ่น ซึ่งผู้เข้าอบรม ได้แก่ ผู้บริหารองค์กรคนพิการ/คนพิการ/ผู้ดูแลคนพิการ จำนวน ๗๐-๘๐ คนต่อรุ่น วัตถุประสงค์ในการอบรม ได้แก่ ให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจตามแนวทางวิสาหกิจเพื่อสังคม คนพิการจะได้มีศักยภาพทางธุรกิจที่พร้อมจะเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน และในขณะเดียวกัน ก็สามารถช่วยเหลือดูแลคนพิการอื่น ๆ ให้เติบโตไปพร้อม ๆ กันได้

กรณีศึกษา: บริษัท ออทิสติกไทย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด

     บริษัท ออทิสติกไทย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เป็นต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างรายได้และพัฒนาอาชีพให้บุคคลออทิสติกและผู้พิการ โดยเปลี่ยนภาระการพึ่งพาเงินบริจาค ให้กลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืนผ่านการสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการ เช่น แบรนด์ ARTSTORY (ARTSTORY BY AUTISTIC THAI) ผลิตภัณฑ์ศิลปะจากเด็กพิเศษ โดยมูลนิธิออทิสติกไทย ได้ก่อตั้งขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคคลออทิสติกในด้านการศึกษา การฝึกทักษะชีวิต การพัฒนาศักยภาพ การฝึกอาชีพและการมีงานทำ ฯลฯ ต่อมา ในปี ๒๕๖๐ มูลนิธิออทิสติกไทยได้รับเชิญชวนจากหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร “Mini MBA for Social Enterprise สำหรับองค์กรคนพิการ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจในรูปแบบของ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ทำให้มีการจัดตั้ง “บริษัท ออทิสติกไทย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด” ประเภทไม่แสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน และรูปแบบในการประกอบธุรกิจเพื่อสังคมจะมีการจัดทำสินค้า/ผลิตภัณฑ์จากผลงานของคนพิการ โดยนำผลงานจากภาพลายเส้นและภาพดิจิทัลมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้บริษัทฯ สามารถนำรายได้ไปส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการได้เรียนรู้การประกอบธุรกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยทำการขยายผลไปสู่ต่างจังหวัดด้วย นอกจากนี้ แบรนด์ Artstory ยังขยายความร่วมมือกับ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) โดยนำผลงานศิลปะของศิลปินเด็กและบุคคลออทิสติก มาต่อยอดเป็นลายบนผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน อาทิ จาน ชาม และผลิตภัณฑ์เมลามีน ภายใต้คอลเลกชันพิเศษ “Artstory x Srithai” พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์ฝีมือเด็กออทิสติกไปร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงานมหกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และเปิดโอกาสให้ผลงานของบุคคลออทิสติกเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

     บริษัท ออทิสติกไทย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาศักยภาพคนพิการมิใช่เพียงการฝึกอาชีพ หากแต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การสร้างผลิตภัณฑ์ การตลาด การสร้างเครือข่าย และการเข้าถึงผู้บริโภค จึงจะทำให้คนพิการสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

     อย่างไรก็ตาม การพัฒนาศักยภาพคนพิการให้เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมมิได้เป็นเรื่องง่าย เนื่องจากคนพิการมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งปัญหาจากตัวคนพิการเอง หรือปัญหาอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อคนพิการ ดังนั้น กระบวนการ “เปลี่ยนภาระเป็นพลัง” เพื่อให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงินได้อย่างยั่งยืนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลให้คนพิการและครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติด้วย