“การใช้งานแพลตฟอร์ม TISEP ขับเคลื่อนหุ้นส่วนพัฒนาจังหวัดภาคกลางด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์”

     เมื่อวันที่ 21-22 มกราคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การใช้งานแพลตฟอร์ม TISEP ขับเคลื่อนหุ้นส่วนพัฒนาจังหวัดภาคกลางด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์” ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพ เพื่อพัฒนาทักษะวุฒิอาสาธนาคารสมองและภาคประชาสังคมจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดจันทบุรี ในการใช้งานแพลตฟอร์ม Thailand Integrated Social Ecosystem Platform (TISEP) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาประเด็นขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มเปราะบางโดยมีภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วนพัฒนากับภาครัฐ ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 70 คน
     ในโอกาสนี้ นางสาววรวรรณ  พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุม และชี้ให้เห็นจุดประสงค์ของการพัฒนาแพลตฟอร์ม TISEP ให้เป็นฐานข้อมูลกลางสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์และสนับสนุนการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยรวบรวมและแสดงข้อมูลสถานการณ์ การพัฒนาตั้งแต่ระดับจังหวัด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด รายได้ต่อหัวของประชากร โครงสร้างประชากร โครงสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด จำนวนคนจน เส้นความยากจน รวมทั้งสถานการณ์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดผ่านดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ระดับอำเภอ ประกอบด้วย ข้อมูลตัวชี้วัดที่สะท้อนความเข้มแข็งของชุมชน โดยพิจารณาจากทุนและกระบวนการพัฒนา รวมถึงผลลัพธ์การพัฒนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และระดับตำบล เป็นข้อมูลการรวมกลุ่มและการขับเคลื่อนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ อาทิ กองทุนสวัสดิการชุมชน โครงการบ้านมั่นคง และพื้นที่สุขภาวะ ซึ่งช่วยให้เห็นทั้งศักยภาพ จุดแข็ง และช่องว่างของการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน จากข้อมูลดังกล่าวสามารถวิเคราะห์โดยใช้กรอบคิดแบบ 5W1H เพื่อหาประเด็นที่ยังเป็นช่องว่างการพัฒนาของแต่ละจังหวัด ก่อนนำมาจัดทำข้อเสนอโครงการของภาคประชาสังคมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางที่ไม่ซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นการหนุนเสริมและเติมเต็มในส่วนที่เป็นช่องว่าง (gap) ของการพัฒนา

      ต่อมาเป็นการนำเสนอภาพรวมการใช้แพลตฟอร์ม TISEP ขับเคลื่อนหุ้นส่วนพัฒนาจังหวัดด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยนายวัชรพล ว่องนิยมเกษตร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ประกอบด้วยที่มา แนวคิดของแพลตฟอร์ม TISEP และข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่รวบรวมไว้ในแพลตฟอร์ม TISEP จำแนกเป็น (1) ข้อมูลสถานการณ์การพัฒนาของพื้นที่ ในมิติเศรษฐกิจ สังคม และประชากร ซึ่งการประมวลข้อมูลใน TISEP สะท้อนว่า สุพรรณบุรีและจันทบุรีเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ มีสัดส่วนคนจนหลายมิติสูงกว่าระดับประเทศ ซึ่งคนจนหลายมิติส่วนใหญ่มีปัญหาด้านความเป็นอยู่ (ขาดการจัดการขยะที่เหมาะสม/การเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต/มีทรัพย์สินจำกัด) นอกจากนี้ จากข้อมูลความก้าวหน้าของคน ยังพบว่าจันทบุรีมีปัญหาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยแรงงาน โดยมีระดับความก้าวหน้าในมิติการศึกษา และชีวิตการงานต่ำ รวมทั้งมีความเสี่ยงด้านการคมนาคม จากอัตราการตายจากอุบัติเหตุท้องถนน (2) ข้อมูลทุนในพื้นที่ ประกอบด้วย ทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกิจและการเงิน และทุนมนุษย์ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบชุดข้อมูลระหว่างพื้นที่ และการประมวลผลศักยภาพของพื้นที่เป้าหมาย โดยมีตัวอย่างขั้นตอนการนำไปใช้ ประกอบด้วย ขั้นแรก วิเคราะห์สถานการณ์และทุนในพื้นที่จากแพลตฟอร์ม TISEP ขั้นที่สอง ดึงประเด็น/ช่องว่างการพัฒนาที่สำคัญในพื้นที่ ขั้นที่สาม วิเคราะห์ปัญหาจากแนวคิด 5W1H และ ขั้นที่สี่ แนวทางการจัดทำโครงการ จากนั้นแต่ละจังหวัดแบ่งกลุ่มย่อยทำกระบวนการทดลองใช้แพลตฟอร์ม TISEP วิเคราะห์ปัญหาและจัดทำข้อเสนอโครงการด้วยกรอบ 5W1H สรุปได้ดังนี้
     จังหวัดสุพรรณบุรี ให้ความสำคัญกับปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งอัตราส่วนผู้สูงอายุในจังหวัดมีถึงร้อยละ 24.4 แต่คุณภาพชีวิตที่สะท้อนจากดัชนีความก้าวหน้าของคนในมิติสุขภาพ ชี้ว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นลำดับที่ 52 ของประเทศ และมีพัฒนาการของเด็ก 0 – 5 ปีที่สมวัยเป็นลำดับที่ 61 ของประเทศ ประกอบกับการทำงานในพื้นที่ของภาคประชาสังคมพบปัญหาจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่เพียงพอ ข้อเสนอจึงประกอบด้วย การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุทั้งทางกายและจิตใจ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการดำรงชีวิตที่ดีในสังคม โดยสำรวจลักษณะ/ความต้องการ เพื่อออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสม และการพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการดูแลเด็กก่อนวัยเรียน โดยมุ่งสร้างองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงดูและพัฒนาการเด็กให้แก่ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก ตลอดจนปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและเอื้อต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้สมวัย ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการดูแลเด็กปฐมวัยและสร้างพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว

     ขณะที่จังหวัดจันทบุรี มุ่งเน้นความสำคัญที่ผู้สูงอายุและผู้พิการ เนื่องจากมีสัดส่วนผู้สูงอายุในโครงสร้างประชากรถึงร้อยละ 22.0 โดยเฉพาะในอำเภอแหลมสิงห์มีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 27.5 และประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ในส่วนของจำนวนผู้พิการจากข้อมูลดัชนีความก้าวหน้าของคน จังหวัดจันทบุรีมีประชากรที่พิการคิดเป็นร้อยละ 2.86 หรือลำดับที่ 21 ของประเทศ โดยขึ้นทะเบียนมีบัตรประจำตัวคนพิการจำนวนทั้งสิ้น 15,211 คน เป็นวัยแรงงานถึงร้อยละ 42.6 (6,478 คน) จึงเสนอให้เกิดการยกระดับเศรษฐกิจสูงวัยภายใต้แหลมสิงห์โมเดล เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาทักษะเพื่อการสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุ ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ การทอเสื่อกกในรูปแบบใหม่ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษ ร่วมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมุ่งจัดทำระบบฐานข้อมูลคนพิการในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มรายได้ การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะให้แก่คนพิการอย่างเหมาะสมและทั่วถึง เพื่อให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวสามารถพึ่งพาตัวเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

     ภายหลังจากการนำเสนอ นายวันชัย บุญประชา นายกสมาคมส่งเสริมภาคประชาสังคม เน้นย้ำว่าหลักสำคัญของการพัฒนาโครงการภาคประชาสังคม คือ “ความแตกต่าง” จากการดำเนินงานของรัฐ โดยต้องอยู่บนฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน มิใช่การทำซ้ำหรือเลียนแบบของเดิมที่มีอยู่ แต่เป็นการมุ่งแก้ปัญหาเชิงลึกในกลุ่มเป้าหมายที่มีความเปราะบางหรือมีความต้องการเฉพาะ และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากบทบาทของภาคประชาสังคมไม่ใช่การจัดบริการให้ครอบคลุมประชาชนทั้งหมด แต่เป็น
การวิเคราะห์ช่องว่างของระบบ และใช้ความใกล้ชิดกับประชาชนในการออกแบบนวัตกรรมหรือกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อเสริมเติมเต็มในจุดที่ระบบเดิมไม่สามารถเข้าถึงได้

     ในตอนท้าย นางสาววรวรรณฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลเป็นฐานในการออกแบบโครงการเพื่อลดความซ้ำซ้อนกับการดำเนินงานของภาครัฐ โดยการเข้าไปเติมเต็มช่องว่างที่รัฐยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึง การพัฒนาโครงการจึงต้องเริ่มจากการระบุปัญหาและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน (What) เชื่อมโยงไปสู่วัตถุประสงค์ (Why) และกำหนดบทบาทของตนเองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การวิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรมุ่งเน้นที่บทบาทและการเสริมพลังซึ่งกันและกัน มากกว่าการเน้นจำนวนผู้มีส่วนร่วม รวมถึงควรเลือกพื้นที่ดำเนินงานจากศักยภาพและทุนทางสังคมที่มี เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถเชื่อมโยงไปสู่ผลผลิต ผลลัพธ์และตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยการใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม TISEP ร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่จะช่วยชี้เป้า ระบุปัญหา และออกแบบกิจกรรมที่ลงลึกและแตกต่างจากการดำเนินงานที่มีอยู่ รวมทั้งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อไปได้

กิจกรรม วันที่ 21-22 มกราคม 2569 การใช้งานแพลตฟอร์ม TISEP ขับเคลื่อนหุ้นส่วนพัฒนาจังหวัดภาคกลางด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

ปิดโหมดสีเทา