ระหว่างวันที่ 24-25 ธันวาคม 2568 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท (มพท.) เปิดเวที “เชื่อมเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาวุฒิอาสาธนาคารสมอง ระดับกลุ่มจังหวัด” เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มการทำงานและสร้างเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที่ของวุฒิอาสาฯ ในการเป็นพลังร่วมพัฒนาประเทศ ตามเป้าหมายการพัฒนาของกลุ่มจังหวัด โดยเปิดเวทีระดมความคิดเห็นประเด็นการขับเคลื่อนงานของวุฒิอาสาฯ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเดอะมาเจสติคสกลนคร จังหวัดสกลนคร และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเวลาดี จังหวัดอุดรธานี ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย วุฒิอาสาฯ จากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) วุฒิอาสาฯ จากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี และหนองบัวลำภู) ผู้บริหาร สศช. กรรมการมูลนิธิพัฒนาไท เจ้าหน้าที่ สศช. และ มพท.โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 40 คน/เวที
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท ได้นำเสนอเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานการณ์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด สถานการณ์ด้านประชากรที่สำคัญ การพัฒนาคนตามดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ใน 8 มิติ อาทิ มิติด้านการศึกษา มิติด้านสุขภาพ และมิติด้านชีวิตการทำงาน พร้อมทั้งปัญหาและความท้าทายที่สำคัญ ตลอดจนการขับเคลื่อนงานของวุฒิอาสาฯ โดยกล่าวถึงเป้าหมายและแนวทางพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พ.ศ. 2566-2570) ที่มุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการพัฒนาใน 3 มิติ ได้แก่ (1) การเป็นฐานการผลิตของประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green) (2) การเป็นประตูเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน (Gate) และ (3) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน (Growth)
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (พ.ศ. 2566-2570) เน้น “เกษตรอุตสาหกรรมชั้นนำ ศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยวมาตรฐานสากล เมืองน่าอยู่ยั่งยืน” มีสถานการณ์การพัฒนาที่สำคัญ คือ การจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุอยู่ที่ร้อยละ 19.80 ยกเว้นจังหวัดหนองคายและจังหวัดเลย ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ด้านสถานการณ์การพัฒนาคน มีค่า HAI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยจังหวัดหนองบัวลำภูมีค่า HAI ต่ำที่สุดในประเทศ มิติด้านการศึกษามีความก้าวหน้ามากที่สุด ขณะที่มิติที่เป็นจุดอ่อน คือ ด้านการมีส่วนร่วม ซึ่งกลุ่มจังหวัดนี้มีปัญหาและประเด็นท้าทายสำคัญ ประกอบด้วย ด้านประชากรและสุขภาวะ ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังเพิ่มขึ้นและสัดส่วนประชากรผู้พิการเกินค่าเฉลี่ยของประเทศ ทำให้มีความเสี่ยงของการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยในมีสัดส่วนมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยจังหวัดหนองคายมีจำนวนผู้ป่วยในสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยเกินค่าเฉลี่ยของประเทศ ยกเว้นจังหวัดหนองบัวลำภูที่มีสัดส่วนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศวัยแรงงานมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัดลดลง และผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวของประชากรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเกือบ 3 เท่า ครัวเรือนที่มีหนี้สินมีสัดส่วนมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำมีข้อจำกัดต่อการพัฒนาการเกษตรและการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยวุฒิอาสาฯ ในพื้นที่มีการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การให้องค์ความรู้ด้านต่าง ๆ อาทิ การทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ งานศิลปหัตถกรรม การสร้างอาชีพและรายได้ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อาทิ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้าน การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ การพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และการจัดรายการวิทยุ
จากกระบวนการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อย ได้ประเด็นการขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้ (1) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในกลุ่มจังหวัดสบายดี โดยจัดเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยง 5 จังหวัด ชูจุดเด่นในแต่ละจังหวัดที่แตกต่างกัน จัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม อาทิ การเก็บผลผลิต การสาธิตการทำเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง (2) การพัฒนาเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากยาเสพติด อบายมุข และสิ่งยั่วยุต่าง ๆ สู่การสร้างกำลังคนในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ส่วนเป้าหมายการพัฒนาตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (พ.ศ. 2566-2570) มุ่งเน้นการเป็น “ฐานการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน ประตูการค้าสู่อนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง” มีสถานการณ์การพัฒนาที่สำคัญ คือ การจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 โดยมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุอยู่ที่ร้อยละ 18.88 ส่วนสถานการณ์การพัฒนาคน มีค่า HAI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยมิติด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม มีความก้าวหน้ามากที่สุด ขณะที่มิติด้านสุขภาพยังเป็นมิติที่เป็นจุดอ่อน ซึ่งกลุ่มจังหวัดนี้มีปัญหาและประเด็นท้าทาย ประกอบด้วย ด้านประชากรและสุขภาวะ สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่
เพียงลำพัง สัดส่วนผู้ป่วยในเกินค่าเฉลี่ยระดับประเทศ สัดส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรค่อนข้างต่ำ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการล่าช้า การหย่าร้างมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น เกิดความเหลื่อมล้ำ ด้านการศึกษา โดยจังหวัดนครพนมมีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์สูงถึง 9 ชนเผ่า และมีสัดส่วนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวยังขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการจัดการแบบองค์รวม การพัฒนาเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคการเกษตรแบบดั้งเดิม ด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรยังมีข้อจำกัดและเกิดอุทกภัยซ้ำซาก โดยวุฒิอาสาฯ ในพื้นที่ มีการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมอาชีพ รายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการพัฒนาอาชีพกลุ่มสตรี Smart Farmer และศูนย์การเรียนรู้การเกษตร การอบรมให้ความรู้ด้านต่าง ๆ การส่งเสริมการกีฬาให้เด็กและเยาวชน และการจัดรายการวิทยุ
จากกระบวนการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อย ได้ประเด็นการขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้ (1) การสร้างงานสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 3 วัฒนธรรมกลุ่มจังหวัดสนุก โดยเน้นการใช้ทุนที่มีอยู่ของพื้นที่ ทั้งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางสังคม รวมทั้งอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างมูลค่าจากคุณค่า สู่การกระจายรายได้สู่ชุมชน (2) การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน เชื่อมโยงกลุ่มจังหวัด (การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม) โดยเชื่อมโยงเป้าหมายและเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกันระดับกลุ่มจังหวัด เพื่อเพิ่มมูลค่าจาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองหลัก” ด้านการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ รองเลขาธิการฯ ยกตัวอย่างกระบวนการทำงานแบบภาคีเครือข่ายของวุฒิอาสาฯ ภาคตะวันออกของนายครรชิต เข็มเฉลิม กรรมการ มพท. และวุฒิอาสาฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีการกำหนดประเด็นและเป้าหมายการพัฒนาร่วมกัน วิเคราะห์และเชื่อมโยงประเด็นกับภาคีเครือข่ายในจังหวัด ก่อนจะขยายผลไปสู่การร่วมทำงานกับจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก บนฐานการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อน SDG Lab ที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มตะวันออกฟอรั่ม เป็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ยกระดับการทำงานจากระดับจังหวัดขึ้นเป็นระดับภาค มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “ตะวันออกวิถีแห่งความสุข” ซึ่งปัจจุบันขยายผลสู่การทำงานในจังหวัดลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และตัวอย่างการจัดการปัญหาช้างป่าด้วยผังตำบล ของนายบัญชา เทียมครบุรี วุฒิอาสาฯ จังหวัดสระแก้ว เป็นการใช้กระบวนการขับเคลื่อน SDG Lab ในการแก้ไขปัญหาด้วยการพัฒนาแนวทางการทำงานผ่านฐานข้อมูล เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง นำไปสู่การสร้างฐานข้อมูลผังตำบล ที่ใช้เป็นเครื่องมือกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการ มพท. ให้ข้อเสนอแนะ
ในการขับเคลื่อนงานของวุฒิอาสาฯ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย
ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และสถาบันการศึกษา ทำให้เกิดการสานพลังในการร่วมคิด ร่วมวางแผน และทำงานร่วมกัน ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในชุมชน สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรเน้นการพัฒนาคุณภาพคน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ควรเพิ่มจำนวนวุฒิอาสาฯ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีจำนวนวุฒิอาสาฯ น้อย เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป





















